วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559

“กษัตริย์ของชาวมวย” ความตื้นตันใจของ‘โผน กิ่งเพชร’ทุกครั้งที่พระองค์เสด็จทอดพระเนตร

           พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 ของไทย ถือเป็น “กษัตริย์นักกีฬา” นอกจากจะทรงต่อเรือใบเอง ทรงนำมาใช้แข่งขันกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 4 ปีพ.ศ.2510 (หรือซีเกมส์ในปัจจุบัน) และชนะเลิศการแข่งขันแล้ว
พระองค์ยังโปรดกีฬามวยด้วยเช่นกัน ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อบุคคลวงการมวยเป็นล้นพ้น ในอดีตทรงเสด็จฯ ทอดพระเนตร “จำเริญ ทรงกิตรัตน์” คราวขึ้นชิงแชมป์โลกครั้งแรก ในเมืองไทย รวมทั้งไฟต์สำคัญในการชกของ โผน กิ่งเพชร จนกลายเป็นแชมป์โลกคนแรกชาวไทยได้สำเร็จ
โดยข้อมูลจากหนังสือ “พระมหากษัตริย์นักกีฬา” ที่การกีฬาแห่งประเทศไทยจัดทำขึ้น เล่าเหตุการณ์ไว้ว่า เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2503 เป็นวันที่ “โผน กิ่งเพชร” หรือ “มานะ สีดอกบวบ” ได้ขึ้นชกมวยสากลอาชีพชิงแชมป์โลกกับ ปาสคาล เปเรซ แชมป์โลกชาวอาร์เจนตินาที่เวทีมวยลุมพินีเบื้องหน้าพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยโผนได้ครองแชมป์โลกรุ่นฟลายเวตคนแรกของไทย
มณฑา สีดอกบวบ ภรรยาของโผนได้ถ่ายทอดความประทับใจในวันที่โผนป้องกันแชมป์ครั้งแรกที่ลุมพินีว่า “หลังจากโผนป้องกันตำแหน่งแชมป์ได้สำเร็จ โผนสวมเสื้อคลุมขึ้นไปเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระองค์ได้ทรงพระราชทาน ถ้วยภ.ป.ร.ให้ จากนั้นทรงยกพระหัตถ์ตบไหล่โผน ทรงตรัสว่า เก่งมาก ให้รักษาตำแหน่งเอาไว้ให้นานๆ โผนปลาบปลื้มใน พระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ถึงกับแสดงอาการประหม่าให้เห็น และกราบบังคลทูลไปว่า อภัยย่ะครับ ตอนนั้นองครักษ์ของพระองค์กระซิบบอกโผนว่า ให้กราบบังคมทูลว่า พ่ะย่ะค่ะ ใช้ได้ทั้งชาย และหญิง โผนได้เก็บความภูมิใจในวันนั้นได้เป็นอย่างดี และเล่าถึงความรู้สึกให้ฟังว่าเป็นช่วงเวลาที่ตื่นเต้น ดีใจจนตัวลอย ดีใจกว่าช่วงที่ได้ครองตำแหน่งแชมป์โลกเสียอีก ทุกครั้งที่พระองค์เสด็จทอดพระเนตรโผนขึ้นชก โผนจะตื่นเต้น คอยมองไปยังที่ประทับตลอดเวลาว่าจะเสด็จฯ เมื่อไหร่ ทันทีที่เห็นพระองค์เสด็จฯ มาถึง โผนจะเกิดความรู้สึกตื้นตันใจเป็นล้นพ้น”
“มีอยู่ครั้งหนึ่ง พระองค์เสด็จพระราชดำเนินเมื่อโผนชกไปถึง ยก 7 หรือยก 8 ตอนนั้นไม่แน่ใจ ในเวลานั้นโผนทำท่าจะหมดแรง แล้วมีคนตะโกนว่าพระองค์เสด็จฯ มาแล้ว โผนได้ยินก็มีกำลังใจ ฮึดขึ้นมาทันที จนคว้าชัยชนะมาครอบครองได้”
ไฟต์ดังกล่าวโผนพลิกกลับมาเอาชนะไฟติ้ง ฮาราดะ ทวงแชมป์โลกคืนได้สำเร็จเมื่อ 12 มกราคม 2506 ที่ยิมเนเซียม สนามกีฬาแห่งชาติ ซึ่งความจริงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์ตั้งแต่ยกที่ 3 แล้ว
ทั้งยังทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อ ชาติชาย เชี่ยวน้อย อดีตแชมเปี้ยนโลกคนที่สองของไทย อย่างชนิดยากจะหาที่ใดเปรียบปานได้
ทรงโปรดให้ชาติชายเข้าเฝ้าฯ เป็นการส่วนพระองค์ ร่วมเล่นดนตรีพูดคุยดั่งเป็นพระสหายสนิท จากคำบอกเล่าจากปากของชาติชาย เชี่ยวน้อย เมื่อครั้งยังครองตำแหน่งแชมเปี้ยนโลก จากหนังสือ “ชาติชาย เชี่ยวน้อย”หมัดภูผาหิน บรรยายถึงพระมหากรุณาธิคุณ ไว้ว่า เมื่อ 30 ธันวาคม 2509 ก่อนขึ้นชกชิงแชมป์โลกครั้งแรกกับ วอลเตอร์ แม็กโกแวน แชมป์โลกรุ่นฟลายเวต ชาวอังกฤษ ที่สนามกิตติขจร
spo01181059p3
“…พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเอื้อมพระหัตถ์มาแตะที่บ่า และในบางครั้งก็เชยคางชาติชาย เชี่ยวน้อย ซึ่งกำลังหมอบอยู่เบื้องพระบาท ให้เงยขึ้นรับฟังพระราชดำรัสที่ทรงตรัสสั่งสอน และให้ศีลให้พร…” และภายหลังการชกได้เข้าเฝ้าฯ และพระองค์ทรงมีพระราชปฏิสันถาร ซึ่งชาติชายเล่าไว้ว่า “ผมลงจากเวที แล้วตรงเข้าไปเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทันทีที่ผมไป ถึงเบื้องหน้าพระพักตร์พระองค์ทรงเอื้อมพระหัตถ์มาจับหน้าผม แล้วทรง เขย่าเบาๆ จากนั้นมีรับสั่งว่า เก่งมาก ฉันดีใจมาก ผมรู้สึกปลาบปลื้มมาก ไม่มีอะไรเปรียบปานเลย หาที่สุดไม่ได้เลย”
ไม่เพียงเท่านี้ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันยังมี “เบิกฤกษ์ ชาติวันชัย” ที่เอาชนะเบอร์นาเบ้ วิลลาแคมโป้ จากฟิลิปปินส์ ครองแชมป์โลกรุ่นฟลายเวต สมาคมมวยโลก เป็นแชมป์โลกคนที่สามของไทย เมื่อ 10 เมษายน 2513 เบิกฤกษ์เคยเล่าไว้ว่า ในยกที่ 14 โดนบดจนหมดเรี่ยวแรงแล้ว แต่ทว่าเมื่อมองไปยังที่ประทับเห็นพระเจ้าอยู่หัวทรงส่องกล้องทอดพระเนตรอยู่ทำให้เบิกฤกษ์เกิดมีแรงฮึดขึ้นมาอีกออกจากมุมมาก็เดินแลกกับแชมป์โลกจนเป็นฝ่ายชนะคะแนน
แต่กระนั้นไฟต์ที่ชาติชายเสียแชมป์โลกให้แก่ เออร์บิโต้ ซาลาวัลเลียร์ ผู้ท้าชิงฟิลิปปินส์ไปเพียงแค่ยกที่สอง เมื่อ 7 ธันวาคม 2513 และนับเป็นการเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรมวย ชิงแชมป์โลกในเมืองไทยเป็นครั้งสุดท้าย เพราะหลังจากนั้นมิได้มีนักชกผู้ใดได้แข่งขันถวายเบื้องหน้าพระพักตร์อีกเลย
คงมีเพียง แสน ส.เพลินจิต ที่ได้รับพระราชทานช่อดอกไม้ เป็นของขวัญกำลังใจ ผ่านเจ้าหน้าที่สถานทูตของไทยรายเดียวเท่านั้น เมื่อครั้งแสนเดินทางไปป้องกันแชมป์โลก WBA เอาชนะน็อก ฮิโรกิ อิโอกะ ถึงประเทศญี่ปุ่น
รวมถึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บรรดาฮีโร่กำปั้นจากโอลิมปิกเกมส์ได้เข้าเฝ้าฯ โดยเฉพาะ “เจ้าบาส”สมรักษ์ คำสิงห์ พร้อมรับพระราชทานเหรียญรางวัลจากพระหัตถ์ ในฐานะสร้างประวัติศาสตร์คว้าเหรียญทอง โอลิมปิกเกมส์ จากแอตแลนต้า เมื่อพ.ศ.2539 ซึ่งเป็นเหรียญทองแรกให้พี่น้องชาวไทยได้สำเร็จอีกด้วย
ซึ่งได้รับการบอกเล่าถึงพระราชอารมณ์ขันซึ่งพระองค์ทรงตรัสกับเจ้าบาสในครั้งนี้ด้วยว่า “เราดูสมรักษ์ชกวันนั้น เห็นสมรักษ์ถือรูปเราขึ้นเวที ชูมือ เรานึกว่าเราเป็นคนชกเอง พอสมรักษ์ชกชนะ เราก็เผลอตัวกระโดดโลดเต้นดีใจ จนข้าราชการผู้ใหญ่หัวเราะเรา เราก็เลยรู้สึกอาย เราก็เลยนั่งลง”
ทรงห่วงใยนักมวยไทยที่มีพื้นฐานมาจากคนยากจน ได้รับการศึกษาน้อย แต่มีพรสวรรค์ และทรงตรัสไว้ระหว่าง นายโฮเซ่ สุไลมาน ประธานสภามวยโลก เข้าเฝ้าฯ เมื่อ 26 พฤศจิกายน 2545 ว่า นักมวยเมื่อเลิกต่อยแล้วต้องประกอบอาชีพ หรือดูแลตัวเองเมื่อกลับไปสู่ถิ่นลำเนาเดิม ทรงขอให้ผู้เกี่ยวข้องมีความซื่อสัตย์ต่อกัน ไม่เบียดบังผลประโยชน์แต่ละฝ่ายที่จะได้รับ และทรงห่วงใยนักมวยที่ได้รับบาดเจ็บจากการชก ควรดูแลให้ดี รวมทั้งการจัดหาอาชีพเพื่อดูแลครอบครัวหลังเลิกชกมวยแล้ว เช่น เป็นเทรนเนอร์ เป็นต้น 
นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นเหลือ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ทรงพระราชทานกำลังใจ และความเป็นสิริมงคลให้แก่นักมวย และบุคคลในวงการกีฬามวย ….
spo01181059p1

ที่มา:khaosod

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น